นายอธิป ยังอยู่ดี เลขที่ 13 ม.4/1
สวัสดีครับ สำหรับคราวนี้ก็ขอนำเรื่องของวรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้นที่สำคัญๆมาลงนะครับ ได้แก่ ลิลิตยวนพ่าย มหาชาติคำหลวง ลิลิตโองการแช่งน้ำ ลิลิตพระลอ และกาพย์มหาชาติ
ลิลิตยวนพ่าย
เป็นกวีนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สันนิษฐานว่า แต่งในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (ประมาณ พ.ศ. ๒๐๓๔ - ๒๐๗๒) พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่ประสูติจนถึงการขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ณ กรุงศรีอยุธยา เล่าถึงพระปรีชาสามารถในด้านการปกครอง การทหาร และการศาสนา จุดสำคัญที่สุดของเนื้อเรื่องคือ การทำสงครามกับยวนหรือเชียงใหม่ ซึ่งยกทัพมาตีหัวเมืองทางเหนือจนตีสุโขทัยได้ แล้วยกทัพต่อลงมาจะตีพิษณุโลก และกำแพงเพชร ดังนั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงยกทัพไปปราบหลายครั้ง กว่าจะได้รับชัยชนะ
มหาชาติคำหลวง
มหาชาติคำหลวงหรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า มหาเวสสันดรชาดก มีข้ออธิบายว่า หนังสือมหาชาติเดิมแต่งเป็นภาษามคธ ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง แต่น่าจะแปลเป็นไทยแต่ครั้งสมัยสุโขทัย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเกี่ยวกับเรื่องน้ำไว้ว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้ประชุมปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งขึ้นเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๐๒๕ มีจำนวน ๑๓ กัณฑ์ และเสียหายไปตอนเสียกรุงเก่า ๖ กัณฑ์ คือ กัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สักกบรรพ และฉกษัตริย์ แต่พอถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ก็ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งส่วนที่ขาดหายไปจนคร
มหาชาติคำหลวง แปลว่าชาติใหญ่ ชาติสำคัญ เป็นหนังสือที่กล่าวถึงการบำเพ็ญทานอย่างยิ่งใหญ่ ของพระเวสสันดรโพธิสัตว์ เป็นการบำเพ็ญบารมีครบทั้ง ๑๐ บารมี และเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนจะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวเป็นทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการบริจาคบุตรและภรรยา ซึ่งเป็นการยากหาผู้จะทำได้ พระองค์ทรงบริจาคทานทุกอย่างด้วยศรัทธาแรงกล้า มหาชาติคำหลวง ซึ่งได้กล่าวแล้วว่า ฉบับเดิมเป็นภาษามคธ แต่งเป็นปัฐยาวัตรฉันท์ มีจำนวน ๑,๐๐๐ บทด้วยกัน
ลิลิตโองการแช่งน้ำ
ใช้สำหรับการประกอบพระราชพิพัฒน์สัตยา โดยพราหมณ์เป็นผู้อ่าน ซึ่งเป็นพิธีที่ รัชกาลที่ ๕ ทรงกล่าวว่า เป็นพระราชพิธีใหญ่สำหรับแผ่นดินมีสืบมาแต่โบราณ ไม่มีเวลาว่างเว้น มีคำอ้างว่าเป็นพิธีระงับยุคเข็ญของบ้านเมือง
ลิลิตโองการแช่งน้ำ จึงเป็นวรรณกรรมทางการเมืองที่เก่าแก่เรื่องหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณ ในการที่จะพิทักษ์พระราชอำนาจและเป็นวรรณกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในอีกแง่หนึ่ง พระมหากษัตริย์อาจมุ่งให้ผู้ถือน้ำเกิดความเกรงกลัวและยึดมั่นในคำสัตย์สาบานของตนอีกประมาณหนึ่ง เป็นเสมือนการตรวจสอบอำนาจและความจงรักภักดีของข้าราชการในสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสวยน้ำสาบานด้วย ทำให้มุ่งหมายขอบเขตของการแช่งน้ำจากการแสดงความจงรักภักดี เป็นประกาศตัวเป็นพวก พระมหากษัตริย์ทรงลดฐานะลงมา กระทำ สัญญาประชาคมทางใจกับข้าราชการ เป็นทำนองต่างฝ่ายจะซื่อตรงต่อกัน
การแช่งน้ำจึงเป็นสิ่งสะท้อนบทบาทการเมืองการปกครองในสมัยโบราณนี้ไว้และต้องการพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นเทวดา เช่นการใช้พระแสงศร ๓ เล่ม (ปลัยวาต, อัคนิวาต, พรหมมาศ) ในการประกอบพิธี เพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าตนคือพระรามอวตารลงมาเกิด เมื่อประชาชนเชื่อเช่นนี้ การปลดแอกจากระบบศักดินาจึงไม่มีและเข้าพิธีเพื่อมิให้สงสัย นอกจากแสดงจุดมุ่งหมายทางสังคมศาสตร์ และภาษาศาสตร์ คือเป็นเอกสารที่บันทึกลักษณะความเชื่อความต้องการของสังคม สะท้อนคติชนของสังคมในสมัยโบราณ
ผู้แต่งลิลิตโองการแช่งน้ำเป็นใครและแต่งในสมัยใด ไม่มีหลักฐานแน่ชัด มีผู้สันนิษฐานว่า แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ปฐมกษัตริย์คือ พระรามาธิบดีที่ ๑
ลิลิตพระลอ
เป็นนิยายปรัมปราเกี่ยวกับความรัก เดิมเป็นนิยายพื้นบ้านของไทยทางภาคเหนือ เป็นเรื่องที่อ่านสนุกพร้อมไปกับได้ข้อคิด ทั้งเนื้อเรื่อง กระบวนกลอน และถ้อยคำ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรักระหว่างสองตระกูลที่เป็นศัตรูกัน และจบลงด้วยความตายอย่างเศร้าสลดใจ
เนื้อเรื่องโดยย่อ
กล่าวถึงกษัตริย์สองนครคือ เมืองสรวงกับเมืองสรอง ซึ่งมีอาณาเขตเมืองติดต่อกัน ทั้งสองเมืองได้ยกทัพต่อสู้กัน เจ้าเมืองสรวงนามว่า “ท้าวแมนสรวง” ได้ชัยชนะเหนือท้าวพิมพิสาร ซึ่งได้สิ้นชีพบนคอช้าง ท้าวพิชัยพิษณุกรโอรสครองราชแทน มีมเหสีชื่อว่า “ดาราวดี” และมีพระราชธิดาสองพระองค์ ทรงพระนามว่า พระเพื่อนและพระแพง มีพี่ เลี้ยงสองคนคือ นางรื่นและนางโรย
ท้าวแมนสรวงมีพระมเหสีพระนามว่า บุญเหลือ มีพระโอรสพระนามว่า พระลอ และให้อภิเษกกับพระนางลักษณวดี เนื่องจากพระลอทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ประชาชนเลื่องลือในความงามไปทั่วเมืองสรอง ด้วยบุพเพสันนิวาส ทำให้พระราชธิดาเมืองสรวงหลงไหลใฝ่ฝันถึงใคร่อยากจะได้พระลอเป็นพระสวามี ดังนั้นจึงได้แต่เฝ้ากลัดกลุ้มพระทัยใคร่จะพบพระลอตลอดมา นางรื่น นางโรย จึงรับอาสาจะช่วยเหลือ โดยส่งคนไปรับซอยอโฉมพระเพื่อนพระแพงให้พระลอฟังเช่นกัน จนกระทั่งได้ทราบว่า พระลอทรงแสดงอาการพอพระทัยในพระสิริโฉม เมื่อเห็นได้ที่ดังนั้น นางรื่นและนางโรย จึงให้ปู่เจ้าสมิงพรายทำเสน่ห์ให้พระลอเสด็จมาหาพระเพื่อนพระแพงให้เร็วขึ้น
พระลอถูกเสน่ห์ ยากที่ใครจะทัดทานได้ แม้แต่พระมารดา ดังนั้นพระลอจึงเสด็จพระราชดำเนินไปเมืองสรวง โดยมีนายแก้วและนายขวัญสองพี่เลี้ยงตามเสด็จฯ ไปถึงแม่น้ำกาหลง พระองค์ได้ลองเสี่ยวน้ำปรากฏว่าเป็นลางร้าย แต่มีขัตติยมานะที่จะดำเนินทางต่อไป จนกระทั่งถูกไก่ผีของปู่เจ้าสมิงพรายล่อเข้าไปเมืองสรวง พระลอแปลงเป็นพราหมณ์ชื่อ ศรีเกษ ส่วนนายแก้ว นายขวัญ ก็แปลงเป็นพราหมณ์ชื่อ รัตน์ ราม แล้วแอบเข้าไปในสวนหลวงของพระเพื่อนและพระแพงจนได้พบสมใจปรารถนา ส่วนนายแก้ว นายขวัญ ก็พลอยรักกับนางรื่น นางโรย ในที่สุดนางรื่นและนางโรยก็ลอบพาพระลอเข้าไปในตำหนักพระเพื่อนและพระแพง
ครั้นนานวันเข้า ท้าวพิชัยพิษณุทรงทราบเรื่อง แต่ด้วยน้ำพระทัยเมตตา จึงรับสั่งว่าจะอภิเสกให้ แต่พระเจ้าย่าเลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง ซึ่งเป็นพระมเหสีของท้าวพิมพิสารยังมีความพยาบาทพระลออยู่ จึงออกอุบายโดยอ้างรับคำสั่งพระเจ้าพิชัยพิษณุกรให้ทหารไปจับพระลอ ด้วยอานุภาพแห่งความรักย่อมจะอยู่เหนือความตาย ดังนั้น พระลอ พระเพื่อนพระแพงและพี่เลี้ยงชายหญิงจึงต่อสู้จนสิ้นชีวิต ท้าวพิชัยพิษณุทราบเรื่องจึงสลดพระทัยยิ่งนัก กริ้วพระเจ้าย่าและทหาร โดยรับสั่งให้นำไปประหารชีวิตทั้งหมด จากนั้นให้จัดการพระศพอย่างสมเกียรติ แล้วทูลเชิญพระราชสาส์นแจ้งข่าวทั้งปวงไปถวายพระนางบุญเหลือ พระนางจึงทรงแต่งทูตมาขอแบ่งพระอัฐิธาตุของกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ ตั้งแต่นั้น มาสองเมืองนี้จึงมีไมตรีต่อกัน
กาพย์มหาชาติ
เป็นวรรณกรรมเพื่ออธิบายเทศน์มหาชาติ คือมหาชาติคำหลวงของฉบับสมัยพระบรมไตรโลกนาถให้สั้นลง เพื่อการเทศน์จะได้เสร็จภายในวันหนึ่ง และเพื่อเข้าใจง่ายขึ้น ทั้งที่ยังมีความไพเราะและเพื่อแสดงความพิสดาร กุมารบรรพและสักกบรรพจากที่เคยใช้ภาษาบาลีผสมกับภาษาไทย เป็นกาพย์กลอนร่ายไปเรื่อย ๆ เหมาะแก่การเพ่งยิ่งขึ้น และประการสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อแสดงให้เห็นความพยายามของคนไทย ที่ได้มีความเจริญรุ่งเรืองนานกาลเวลา ทางศิลปวัฒนธรรมตลอดจนความเชื่อต่าง ๆ อีกด้วย
เนื้อเรื่องโดยย่อ
คล้ายกับมหาชาติคำหลวง แต่ยาวไม่เท่ามหาชาติคำหลวง เพราะพวกบัณฑิตรุ่นหลังได้ตัดความให้สั้นลง เพื่อเทศน์ให้จบในวันเดียว จนกลายเป็นกาพย์มหาชาติอย่างปัจจุบัน
โดยเนื้อเรื่องของกาพย์มหาชาติ จะเน้นที่กาพย์กุมารบรรพ ตอนที่พระเวสสันดรบริจาคพระโอรสและพระธิดา แก่ชูชก ที่ตามไปขอถึงภูเขาวงกต ซึ่งมีการพรรณนาเนื้อความเป็นกาพย์ที่สัมผัสและใจความดี ส่วนอีกกาพย์หนึ่งก็คือสักกบรรพ ตอนที่พระอินทร์แปลงกายมาขอนางมัทรีไปเป็นเมีย ก่อนที่ชูชกจะมาขอไป พระเวสสันดรก็ให้อีก แต่ภายหลังพระอินทร์ก็ทรงแสดงตนให้ทราบ แล้วประทานนางมัทรีให้คืนและอวยพรให้พระเวสสันดรตั้งใจบำเพ็ญบารมีต่อไปอีกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ที่มา
http://www.geocities.com/thailit_sd/readayu.htm
http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK24/chapter1/t24-1-l2.htm
edit @ 9 Dec 2007 12:35:26 by Mybacin